วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ฉันทลักษณ์ประเภทฉันท์ในบทละครพูดคำฉันท์ มัทนะพาธา

            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์บทละครพูดคำฉันท์ มัทนะพาธา    ด้วยคำประพันธ์ประเภทฉันท์และกาพย์  บางตอนใช้กาพย์ยานี ตอนใดดำเนินเรื่องรวดเร็วก็ใช้ร้อยแก้ว  ตอนใดต้องการจังหวะเสียงและเน้นอารมณ์ก็มักใช้ฉันท์   โดยในองค์ที่ ๑  ปรากฏบทละครพูดที่ใช้ฉันท์ประเภทต่างๆ ในการประพันธ์ ได้แก่  วิชชุมมาลาฉันท์ ๘  อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑  วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ อินทวงส์ ๑๒  ซึ่งนักเรียนจะได้เรียนรู้และฝึกการแต่งคำประพันธ์ตามฉันทลักษณ์และหัวข้อที่กำหนด
ให้  ทำให้เข้าใจฉันทลักษณ์ต่างๆ ของฉันท์มากขึ้น

             ครุ-ลหุ   
                หมายถึงลักษณะของเสียงคำหรือพยางค์ มีประโยชน์อย่างยิ่งในการแต่งคำประพันธ์
ประเภทฉันท์  เนื่องจากคำประพันธ์ประเภทฉันท์นั้นบังคับครุ   ลหุ

                  ครุ  (อ่านว่า  คะ-รุ)  หมายถึง  เสียงหนัก    เป็นคำหรือพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาวไม่มีตัวสะกด   หรือเป็นคำหรือพยางค์ที่มีเสียงตัวสะกดทุกมาตรา  (ได้แก่  แม่ กก  กด  กบ  กง  กน  กม  เกย  และเกอว)   เช่นคำว่า  ฟ้า  นั่ง  พริก  ไหม  พรม  นนท์  เชษฐ์ 

                  ลหุ  (อ่านว่า  ละ-หุ)  หมายถึง  เสียงเบา   เป็นคำหรือพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นและไม่มีตัวสะกด  หรือเป็นคำหรือพยางค์ที่มีเสียงสระเสียงสั้นและไม่มีเสียงตัวสะกด  เช่น ณ ธ บ่ ก็ พิ ผิ เจาะ เหาะ 


  ๑.  วิชชุมมาลาฉันท์ ๘
               หมายถึง ฉันท์ที่เปล่งสำเนียงยาวดุจสายฟ้าแลบที่มีรัศมีแผ่ไปไกล



           ฉันทลักษณ์: ฉันท์บทหนึ่งมี ๔ บาท บาทละ ๒ วรรค วรรคละ ๔ คำ ๒ วรรคเป็น ๘ คำ  จึงเขียน    ๘      หลังชื่อวิชชุมมาลาฉันท์ 



            ตัวอย่าง                   อันเวทมนต์อาถรรพณ์          ที่พันผูกจิต                                   

                                         แห่งนางมิ่งมิตร                      อยู่บัดนี้นา                                    

                                         จงเคลื่อนคลายฤทธิ์                จากจิตกัญญา                                    

                                         คลายคลายอย่างช้า                สวัสดีสวาหาย


๒.    อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

        หมายถึง ฉันท์ที่มีลีลาอันรุ่งเรืองงดงามประดุจสายฟ้าซึ่งเป็นอาวุธของพระอินทร์ นิยมแต่งข้อความที่เป็นบทชมหรือบทคร่ำครวญ
           คณะและพยางค์ : ฉันท์บทหนึ่งมี ๒ บาท บาทละ ๒ วรรค วรรคต้นมี ๕ คำ วรรคท้ายมี ๖ คำ รวมบาท ละ ๑๑ คำ จึงเขียน ๑๑ ไว้ท้ายชื่อฉันท์ 



                    ตัวอย่าง                ดูก่อนสุชาตา              มะทะนาวิไลศรี
                                ยามองค์สุเทษณ์มี                        วรพจน์ประการใด,
                                 นางจงทำนูลตอบ                        มะธุรสธตรัสไซร้ ;
                                 เข้าใจมิเข้าใจ                             ฤก็ตอบพะจีพลัน.

   ๓. วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

      หมายถึง ฉันท์ที่มีลีลางามวิจิตรประดุจรอยแต้มที่กลีบเมฆ ซึ่งปรากฏในเดือน ๕ เดือน ๖ แห่งฤดูคิมหันต์ เป็นฉันท์ที่มีความไพเราะที่สุด นิยมแต่งพรรณนาความเศร้าโศกหรือความงดงาม
       คณะและพยางค์ :   ฉันท์บทหนึ่งมี ๒ บาท บาทหนึ่งมี ๒ วรรค วรรคต้นมี ๘ คำ วรรคท้ายมี ๖ คำ
 รวมทั้งบาทมี ๑๔ คำ 






 ตัวอย่าง      สุเทษณ์             ความรักละเหี่ยอุระระทด        เพราะมิอาจจะคลอเคลีย.
                     มัทนา                ความรักระทดอุระละเหี่ย       ฤจะหายเพราะเคลียคลอ?
                    สุเทษณ์              โอ้โอ๋กระไรนะมะทะนา          บมิตอบพะจีพอ?
                     มัทนา                โอ้โอ๋กระไรอะมระง้อ            มะทะนามิพอดี!
                    สุเทษณ์              เสียแรงสุเทษณ์นะประดิพัทธ์   มะทะนาบเปรมปรีดิ์.
                     มัทนา                แม้ข้า บ เปรมปฺริยะฉะนี้        ผิจะโปรดก็เสียแรง.


๔.   อินทวงส์ ๑๒  หมายถึง มีความหมายว่า  “ฉันท์ที่มีท่วงทำนองลีลาดุจอินทวงสเทวราช”

      คณะและพยางค์ :    อินทวงสฉันท์  ๑   มี ๒ บาท  วรรคหน้ามีจำนวน  ๕  คำ/พยางค์   และวรรคหลังมีจำนวน  ๗  คำ/พยางค์ 



                ตัวอย่าง                  อ้ายอดสิเนหา          มะทะนาวิสุทธิศรี,
                                 อย่าทรงพระโศกี                   วรพักตร์จะหม่นจะหมอง.
                                 พี่นี้นะรักเจ้า                          และจะเฝ้าประคับประคอง
                                 คู่ชิดสนิทน้อง                       บ่มิให้ระคางระคาย.